ภูหินร่องกล้า>﹏<

 มาเที่ยวภูหินร่องกล้ากันนนนน (2Day)

Day 1


แถวตรงที่จอดรถก่อนเข้าอุทยานฯมีคนมาขายดอกกระดาษด้วยราคาแค่ช่อละ30บ.เอง


ตอนแรกจะซื้อ1ช่อสรุปเขาแถมมาให้อีกช่อเลยเอาเงินให้เขาไปอีก20บ.


ที่ทำการอุทยานฯมีดอกกุหลายพันปีด้วยตอนที่ไปดอกกุหลาบพันปีบานพอดี สวยมากกกก


ครั้งนี้เรามาพักกันที่บ้านกล้าสู้(´▽`ʃ♡ƪ)


ส่วนตัวเราคิดว่าบ้านพักไม่แย่เลยนะดีมาก

หลังจากเอาของไปเก็บที่บ้านพักจนเสร็จแล้วก็มาทานข้าวกลางวัน


สั่งอาหารมาเป็นยำส่วนคนอื่นๆสั่งกระเพรากัน

ทานข้าวเสร็จก็มาเดินเล่นที่ทุ่งดอกกระดาษ

 
ตอนนี้ดอกกระดาษทั้งทุ่งกำลังจะบาน100%แล้ว


สวยมากต้องไปดู

มีป้ายบอกชื่อผาต่างๆด้วยนะ


เดินมาที่ผาบอกรักจะมีชิงช้าด้วย


ใครนั่งก็ระวังลื่นตกมานะเพราะเราตกลงมาละ



เสร็จแล้วก็มาเดินน้ำตกร่มเกล้าภราดร


ทางเดินเป็นทางลาดชันเดินยากแต่ระยะทางใกล้


ตอนเดินเราล้มด้วย


น้ำตกสวยมากกกก

แล้วก็มาเดินเล่นที่โรงเรียนการเมืองทหาร


ถ้าตอนมีใบเมเปิ้ลสีแดงจะสวยมากแต่ไม่มีก็ให้ความรู้สึกอีกแบบ



เสร็จแล้วก็มาเดินเที่ยวที่กังหันน้ำ


ระหว่างทางเดินเจอหินรูปหัวใจด้วย


จะบอกว่าน้ำตกที่นี้สวยมาก



กังหันน้ำก็สวยมาก


ตรงข้ามกับโณงเรียนการเมืองทหารจะมีตลาดอยู่


ได้มาหลายอย่างเลย

เช่นเปปิโนเมล่อนบางคนอาจจะยังไม่รู้จัก

ผลไม้แปลก ที่ได้รับการขนานนามว่า ผลไม้จากพระเจ้า หรือความเชื่อว่าเป็นผลไม้ชั้นสูง นั่นคือ เปปิโน 
เมล่อน ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ อเมริกาใต้ ป่าอเมซอน อยู่ในตระกูลพืชกึ่งล้มลุก มีอายุ 2-4 ปี มีหลายสายพันธุ์ ทั้งสีม่วง สีขาว 
สีเหลือง ชื่นชอบอากาศเย็นและแสงแดด รสชาติคล้ายเมล่อน หวานน้อยๆ 
ฉ่ำน้ำๆ มีกลิ่นหอมเมื่อสุกจัด ระดับความหวาน 7-15 บริกซ์ สามารถปลูกในที่โล่งหรือที่ปิดก็ได้
เปปิโน เมล่อน ถือเป็นผลไม้เมืองหนาว สามารถปลูกและเติบโตได้ดีในพื้นที่โซนภาคเหนือ
ของประเทศไทย เป็นไม้ที่ชื่นชอบแสงแดด แต่ก็ต้องเป็นแดดที่ไม่แรงจนเกินไป

ผลคล้ายแตงเมล่อน เนื้อสุกจะมีสีเหลืองทอง ไม่นิยมกินเปลือกเพราะค่อนข้างเหนียว 

รสชาติเนื้อด้านในมีความคล้ายเมล่อนที่มีความหวานกลางๆ ไม่หวานมากจนเกินไป ประโยชน์ของ  เปปิโน เมล่อน ถูกระบุไว้ว่าสามารถช่วยในการต่อต้านริ้วรอย ต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด  ลดความดันโลหิต แก้เบาหวาน บำรุงหัวใจ ช่วยลดน้ำหนัก ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง เป็นต้น


มันสาคู

มันสาคู หรือ สาคูไทย บางครั้งเรียกว่า สาคูขาว หรือ สาคูวิลาส เป็นไม้ล้มลุกมีอายุอยู่ได้หลายฤดู การปลูกมันสาคูส่วนใหญ่เพื่อสกัดแป้งจากเหง้า แป้งที่ได้มีสีขาว ไม่มีรส และไม่มีกลิ่นเมื่อแห้ง แป้งจากเหง้ามันสาคู ถือเป็นคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์จากธรรมชาติแหล่งหนึ่งที่ปราศจากโปรตีนกลูเตนและคุณภาพดี ใช้ในการทำบิสกิต ขนมอบ เค้ก พุดดิ้ง และอาหารพื้นเมือง และจากคำบอกเล่าของเกษตรกรผู้ปลูกมันสาคูที่จังหวัดขอนแก่นเล่าให้ฟังว่า มันสาคูถือเป็นมันพื้นบ้านโบราณที่คนเฒ่าคนแก่นำมาต้มกินเป็นอาหารมานานแล้ว โดยในสมัยก่อนทุกบ้านจะมีปลูกติดบ้านไว้ บ้านละ 1-2 ต้น แต่ในปัจจุบันมันสาคูเริ่มหากินยาก มันสาคูจึงกลายเป็นพืชทางเลือกสร้างรายได้ที่น่าสนใจไม่น้อย


บัวหิมะ

บัวหิมะมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Yacon และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius บัวหิมะเป็นพืชตระกูลทานตะวัน นิยมนำผลมาใช้กิน และนำใบมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หรือครีมต่าง ๆ โดยพืชชนิดนี้ มีต้นกำเนิดในประเทศแถบอเมริกาใต้ ชอบอากาศหนาว ดินอุดมสมบรูณ์ และแพร่พันธุ์ได้ง่าย สามารถนำตามาเพาะปลูกลงดินได้เลย ทำให้ในปัจจุบัน ต้นบัวหิมะ นิยมปลูกมากขึ้นในพื้นที่แถบเอเชีย ทั้งประเทศจีน และประเทศไทย เพราะประโยชน์ของบัวหิมะมีมากมาย สามารถนำมารับประทานสด และนำมาทำเป็นส่วนประกอบครีมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้มากมาย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจ ที่ไม่ควรมองข้าม


แต่ละอันคืออร่อยมากโดยเฉพาะเปปิโนเมล่อนคืออร่อยสุดๆ

ตอนเย็นก็มาทานอาหารที่ครัวคุณริน


สั่งมาเป็นยำรสชาติถือว่าอร่อย


สั่งหมูกระทะมาด้วย


ทุกอย่างอร่อยมากเลย

    Day 2


มาเดินทางไกลกันนน(✿◕‿◕✿)

จ้างไกด์เข้าไปได้ด้วยน้า


เราจะมาเจอสุสานนักรบก่อน

จุดนี้เป็นเหมือนจุดฝั่งร่างของทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบของฝ่ายคอมมิวนิสต์กับทหารไทย


ทางเดินทั้งหมดเป็นทางราบนะ


เดินต่อมาอีกไม่ไกลจะเจอผาหินกบ


ต่อมาจะเห็นผาหัวใจหินอยู่ข้างๆกับผาหินกบ


เดินต่อมาอีกนิดนึงจะเจอผานาคราช


จะมีเนินเราสู้อยู่เดินขึ้นไปถ่ายรูปได้แต่ตอนลงจะล้มมั้ยก็อีกเรืองเพราะชันอยู่


เดินมาเรื่อยๆค่อนข้างไกลอยู่จะเจอลานหินปุ่มแล้ววว

ลานหินปุ่ม มีลักษณะเป็นลานหินขนาดย่อมริมหน้าผา ลานหินมีรอยตะปุ่มตะป่ำของหินที่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดอย่างน่าอัศจรรย์ สันนิษฐานว่าเกิดจากรอยแตกของลานหินที่มีขนาดเล็กเมื่อเกิดการผุพังทลาย ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ฟิสิกส์ จะกัดเซาะหินเป็นแท่ง จากนั้นเมื่อปะทะกับสายลมและสายน้ำ รอยแตกเล็ก ๆ เหล่านี้ก็จะมีลักษณะกลมมนคล้ายปุ่มหินหรือเสาหินเตี้ย ๆ เรียงรายกันเป็นแนว 
ปุ่มหินเหล่านี้มีความสูง 
15-25 เซนติเมตร โดยประมาณ และมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 30 เซนติเมตร


ลานหินปุ่มเคยถูกใช้เป็นที่สำหรับพักฟื้นของพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากอยู่บนหน้าผา จึงมีลมพัดเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งพักผ่อน แต่ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้ถูกไฟป่าไหม้หมดแล้วเหลือเพียงหลักฐานที่บ่งบอกบางส่วนเท่านั้น 
โดยเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวความเขียวขจีของผืนป่าเบื้องล่างได้เป็นอย่างดี และในบางวันอาจมีหมอกพัดพามาปกคลุมก็มองดูสวยงามไปอีกแบบ รวมถึงยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามอีกด้วย

วิวสวยมากแต่ต้องเดินระวังอาจจะสะดุดได้มองดีๆเพราะจะมีเหวอยู่ด้วย


ระหว่างทางไปผาชูธงเจอผาแก่งลาดกับหลุมหลบภัยเล็กๆด้วย



เจอต้นไม้ที่ไม่เคยเห็นด้วย



ถึงผาชูธงแล้ววว


ถัดจากลานหินปุ่มมาอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึง “ผาชูธง” หน้าผาสูงที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่างสวยงามกว้างไกล และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม ผาชูธงในอดีตเคยเป็นจุดชูธงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อรบชนะทหารของรัฐบาลก็จะขึ้นไปชูธงแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ และเพื่อส่งข่าวสาร ส่วนปัจจุบันบนผาชูธงมีธงชาติไทยปักอยู่ สามารถขึ้นไปชมวิวที่สวยงามด้านบนได้


สูงมากกกกกกก


ตอนใกล้ๆจะถึงลานอเนกประสงค์จะมีทางแยกกลับไปตรงที่จอดรถด้วย

แต่เราจะเดินต่อเลยไม่ไป

ระหว่างทางเจอหมอนหินซ้อนด้วย


“หมอนหินซ้อน” มีลักษณะคล้ายหมอน วางซ้อนกันเป็นแถวๆ ที่ผิวของหมอนแต่ละลูกยังประกอบด้วยหมอนลูกเล็กๆ วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ที่เกิดจากกระบวนการผุกร่อนตามธรรมชาติ

เดินต่อมาอีกนิดนึงก็เจอลานอเนกประสงค์แล้ว


เป็นบริเวณลานหินกว้างใหญ่ อยู่ก่อนถึงสำนักอำนาจรัฐ ใช้เป็นที่พักผ่อน
และสังสรรค์ในหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ

ระหว่างทางที่เดินไหลุมหลบภัยเจอพืชแปลกๆเยอะเลย






เดินต่อมาอีกนิดจะเจอกับหลุมหลบภัยอันใหญ่

ลักษณะเป็นเพิงหินใหญ่ที่สามารถซ่อนตัวจากเครื่องบินลาดตระเวนและการก่อกวนฐานที่มั่นเป็นที่หลบภัยอย่างดี บรรจุคนได้ประมาณ 200 คน


สำนักอำนาจรัฐไม่ได้ไปเพราะเขาบอกว่ามันพังลงมาแล้วเลยปิดไม่ให้เข้า

เลยเดินกลับทางเก่าไปที่จอดรถ

รู้ตัวอีกทีตอนที่เดินออกมาก็เที่ยงแล้วตรงลานจอดรถมีร้านอาหารเลยไปทานข้าวเที่ยงพอดี


เป็นร้านขายส้มตำและก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่งบางชนิดก็มีนะ

ลองสั่งตำโคราชมาคืออร่อยมากแต่ใครที่กินปลาร้าไม่เก่งก็คือกินไม่ได้แน่นอน

แถวๆนั้นจะมีร้านขายน้ำขายผลไม้และก็ขายพวกไส้กรอกอยู่ด้วย

เนื่องจากอยากเห็นใบเมเปิ้ลสีแดงแต่พอไปที่โรงเรียนการเมืองทหารก็พบว่ามันยังไม่แดง

เลยไปถามที่ทำการอุทยานฯว่ามีที่ไหนแดงแล้วรึยัง

เขาก็ให้แผนที่มา คือที่ตรงนี้อ่ะเป็นที่ใหม่เขากำลังจะเตรียมมาโปรโมทในช่วงปีหน้า

เพราะว่าปีนี้เขาโปรโมทไม่ทัน ก็เลยแบบเราก็เลยได้ไปที่นี้เป็นคนแรก(✿◠‿◠)

เมเปิ้ลต้องคู่กับลำธารใช่ไหมที่นี้ก็มีลำธารด้วย






สวยมาก

คือตอนนั้นอ่ะถ่ายรูปอยู่ดีๆมันก็มีเสียงเหมือนสัตว์ขู่อ่ะเลยวิ่งออกมากันก่อน

พอไปถามที่ทำการอุทยานฯเขาก็บอกว่าเสียงกระรอก.....


คือวิ่งหนีกระรอกกันทำไม🙂


 ลักษณะเป็นหินที่มีรอยแตกเป็นแนวเป็นร่องเหมือนแผ่นดินแยก รอยแตกนี้บางรอยก็มีขนาดแคบพอให้รากต้นหญ้าชอนไชไปได้เท่านั้น บางรอยกว้างพอคนก้าวข้ามได้ และบางรอยกว้างมากจนไม่สามารถกระโดดข้ามได้ ความลึกของร่องหินแตกเหล่านั้นไม่สามารถจะคะเนได้ ลักษณะเช่นนี้สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการโก่งตัวหรือเคลื่อนตัวของผิวโลกจึงทำให้พื้นหินนั้นแตกเป็นแนวนอกจากนี้บริเวณหินแตกยังปกคลุมไปด้วยมอส ไลเคนส์ ตะไคร่ เฟิน และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ 


ใครมาตอนเย็นๆจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกด้วย
ทางไม่ไกลเลย


การที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ภูเขาสูงและหนาวแบบนี้ครั้งแรก
เราคาดหวังอยากเห็นแม่คะนิ้งหรือน้ำค้างแข็งแบบที่เคยเห็นในภาพข่าว
แต่ปรากฏว่าอากาสหนาวไม่ถึงจุดเยือกแข็งได้แค่เย็นๆ
เพียง14-19 องศา เท่านั้น ผลจากการที่อากาสไม่หนาวทำให้ไม่ได้เห็นดอกซากุระบาน
และใบเมเปิ้ลที่อยู๋ในบริเวณที่อยู่รอบโรงเรียนการเมืองทหารก็ยังไม่เป็นสีแดง
อุทยานเลยแนะนำให้ไปที่ลำธารลับ
มีใบเมเปิ้ลสีแดงอยู่2ต้น
แดงละลานตาเต็มลำธารที่ใสไหลริน
เกิดเป็นความรู้สึกประทับใจที่ไม่อาจลืมเลือน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สายพันธุ์ของมนุษย์ / ความเป็นมาของมนุษย์ ヽ(✿゚▽゚)ノ

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ทำนา/ᐠ。ꞈ。ᐟ\